KLD Clinic Logo
ความรู้สุขภาพ / บทความสุขภาพ

ความรู้สุขภาพ / บทความสุขภาพ

อย่าปล่อยให้ “อาการชา” กลายเป็นเรื่อง “ชิน” รู้ให้ทันก่อนสายเกินแก้

แพทย์เตือน! อาการชาเท้าไม่ใช่เรื่องเล็ก อาจบ่งบอกถึงโรคร้ายที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง หากละเลยอาจเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

อย่าปล่อยให้ “อาการชา” กลายเป็นเรื่อง “ชิน” รู้ให้ทันก่อนสายเกินแก้

อาการ “ชาเท้า” ที่หลายคนมักมองข้าม อาจไม่ใช่เพียงแค่อาการเมื่อยล้าจากการนั่งทับหรือยืนนานเกินไป แต่คือสัญญาณของโรคร้ายแรงสำคัญที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นั่นคือ ภาวะปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน และ การกดทับเส้นประสาทจากกระดูกสันหลัง ที่แม้อาการจะจบลงที่ความรู้สึก “ชา” คล้ายกัน แต่สาเหตุและวิธีรักษากลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

ชาจาก “เบาหวาน” อาการชาคล้ายสวมถุงมือ–ถุงเท้า

นายแพทย์เมธี ภัคเวช แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง อธิบายว่า ผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากที่เผชิญภาวะเส้นประสาทส่วนปลายถูกทำลาย ทำให้เกิดอาการชาที่บริเวณปลายนิ้วมือและเท้า “ถ้าเป็นเบาหวาน อาการชามักจะมาเท่าๆ กันทั้งสองข้าง เหมือนกำลังใส่ถุงมือ-ถุงเท้าอยู่ตลอดเวลา”

 

ลักษณะเด่นของอาการชาจากเบาหวาน

  • เริ่มจากปลายนิ้ว : อาการชาจะเริ่มที่ปลายนิ้วเท้าและปลายนิ้วมือทุกนิ้ว
  • เป็นพร้อมกันทั้งสองข้าง : มักเป็นพร้อมกันทั้งสองข้างแบบสมมาตร
  • ลักษณะคล้ายสวมถุงมือ-ถุงเท้า (Glove-and-stocking pattern) : อาการชาจะค่อยๆ ลามขึ้นมา
  • อาการอื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วย : หากรุนแรง อาจมีอาการปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย

 

โดยข้อมูลการแพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยเบาหวานกว่า 50% มีโอกาสเกิดภาวะปลายประสาทเสื่อม โดย “อาการชา” คือ หนึ่งในสัญญาณแรกที่พบ

 

 

ชาจาก “กระดูกสันหลัง” อาการชาตามแนวเส้นประสาท

 

ในขณะที่อาการชาจากโรคกระดูกสันหลัง มักมาจากการกดทับที่บริเวณรากประสาท เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท หรือโพรงกระดูกสันหลังตีบ “อาการชาจากสันหลัง มักมาตามแนวเส้นประสาท เช่น ชาข้างเดียวพร้อมปวดร้าวลงขา ไม่ใช่ชาเท่ากันทั้งสองข้าง” นายแพทย์เมธี อธิบาย

 

ลักษณะเด่นของอาการชาจากกระดูกสันหลัง

 

  • ชาเป็น “แนวเส้น”  อาการชาจะลามจากเอวหรือสะโพกลงไปที่ขา
  • มักเกิดข้างเดียว อาการมักเกิดเพียงข้างเดียว ไม่สมมาตร
  • อาการอื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วย มักมีอาการปวดหลังหรือปวดร้าวลงขาร่วมด้วย
  • อาการที่บ่งบอกความรุนแรง หากอาการรุนแรง อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือสูญเสียการควบคุมการขับถ่าย

 

ทำไมเราต้องแยกให้ออก?

เพราะการรักษาที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับสาเหตุ

  • ชาจาก “เบาหวาน” : การรักษาต้องเน้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเข้มงวด
  • ชาจาก “กระดูกสันหลัง” : การรักษาต้องเน้นลดการกดทับเส้นประสาท ไม่ว่าจะเป็นด้วยการทำกายภาพบำบัด การใช้ยา หรือการผ่าตัดในกรณีที่รุนแรง

 

ซึ่งทั้งสองสาเหตุหากละเลย อาการชาอาจลุกลามจนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น แผลที่เท้าเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวาน หรือภาวะอ่อนแรงและอัมพาตในผู้ป่วยกระดูกสันหลัง

 

แม้อาการชาเท้าจะดูเล็กน้อย แต่แท้จริง คือ “สัญญาณเตือนของโรค” ที่ร่างกายส่งออกมา การสังเกตให้ละเอียดและเข้าพบแพทย์เฉพาะทางโดยตรงตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

 

แชร์บทความ

บทความที่เกี่ยวข้อง
มากกว่าแค่กระดูกแข็งแรง : ทำไม "วิตามิน D3" ถึงเป็นฮีโร่ที่ร่างกายขาดไม่ได้

มากกว่าแค่กระดูกแข็งแรง : ทำไม "วิตามิน D3" ถึงเป็นฮีโร่ที่ร่างกายขาดไม่ได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปรึกษา หรือนัดหมายเข้ารับการตรวจ

กรอกข้อมูลด้านล่าง เพื่อขอคำปรึกษาหรือนัดคิวกับคุณหมอ แล้วเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง

*
*
calendar_month*
schedule*

KLD Clinic

ชั้น 1 โรงพยาบาล คามิลเลียน (ทองหล่อ)
423 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

โทรหาเราหรือส่งอีเมล

เรายินดีให้คำแนะนำเพิ่มเติม

062-3651788

admin@kldclinic.com

รายชื่อบริษัทประกันภัยและคู่สัญญาที่ให้บริการ

สำหรับผู้ที่ถือกรมธรรม์ ประกันชีวิต ประกันส่วนบุคคล ประกันกลุ่ม ใช้สิทธิ์ได้ทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD)
* เงื่อนไขเป็นไปตามความคุ้มครองที่ระบุในกรมธรรม์
** จะต้องทำการตรวจสอบกรมธรรม์ทุกครั้งเมื่อพบแพทย์
Copyright© 2025 KLD CLINIC | ALL RIGHTS RESERVED